เทคโนโลยีการผลิตเบญจมาศ กลุ่มผู้ปลูกเบญจมาศ
ตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา

เรียบเรียงโดย ผศ.ดร.ธวัชชัย ทีฆชุณหเถียร และ น.ส.อ้อยใจ พิมจ่อง
จัดทำเป็นหน้าเว็บ โดย รศ.ดร. อรรณพ วราอัศวปติ
อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ตำบลไทยสามัคคี ปลูกเบญจมาศได้ผลดีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2545
ปัจจุบันมีกลุ่มผู้ปลูกเบญจมาศ อยู่ 4 กลุ่ม ประมาณ 126 ราย หรือ 120 ไร่ อำเภอวังน้ำเขียว มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 300 - 400 เมตร เป็นป่าเขา ลอนลูกฟูก ต้นน้ำมูล จึงมีความชุ่มชื้น ดินอุดมสมบูรณ์และอุณหภูมิเย็นสบาย โดยมีปริมาณฝนตกมีค่าเฉลี่ย 1,249 มม./ปี จำนวนวันฝนตกเฉลี่ย 129.2 วัน/ปี อุณหภูมิเฉลี่ย/ปี 25-26 องศาเซลเซียส ตามลำดับ (ดูข้อมูลอุตุนิยมวิทยาที่แนบ) จึงมีความเหมาะสมในการปลูกไม้ดอกกึ่งเมืองหนาว ผัก ไม้ผล และเห็ดหอม นับว่าเป็นทุนทางธรรมชาติของชาววังน้ำเขียวที่มีค่าสูงยิ่ง
ประเภทของพันธุ์เบญจมาศ ที่จำแนกตามรูปทรง
รูปทรงของเบญจมาศนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของกลีบดอก และการจัดเรียงตัวของกลีบดอกมีแบบต่างๆ ดังนี้
1. ซิงเกิ้ล(Single)หรือดอกชั้นเดียว ประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอก 1- 2 ชั้น และกลีบดอกชั้นในแบนราบอยู่ส่วนกลางของดอกมีลักษณะคล้ายดอกเดซี่ เช่น พันธุ์ เรแกนไวท์(Reagan White-สีขาว) โรสควีน(Rose Queen-ชมพู/ไส้เขียว) จูโน(Juno-สีชมพู) โกลเด้นวาลังเกน(Golden van Langan-สีเหลือง) เป็นต้น
2. อนีโมนส์(Anemones) ลักษณะคล้ายดอกชั้นเดียว แต่กลีบดอกชั้นในยาวกว่า โดยจะยืดออกและมีลักษณะเป็นดอกหลอดทำให้ส่วนกลางช่อดอกโป่งขึ้น บางครั้งกลีบดอกชั้นในมีสีต่างไปจากกลีบดอก ชั้นนอก เช่น พันธุ์ พูม่า(Puma-สีขาว) ซันนี่ พูม่า(Sunny Puma-สีเหลือง)
3. สไปเดอร์(Spiders)หรือแมงมุม ประกอบด้วยกลีบชั้นนอกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีลักษณะเรียวเล็ก และปลายโค้งคล้ายขาแมงมุม เช่นพันธุ์ เวสต์แลนด์วินเทอร์(Westland Winter-สีขาว)และเวสแลนด์รีแกน(Westland Regan-สีชมพู) เป็นต้น
4. ปอมปอน(Pompon) มีลักษณะเป็นลูกกลมคล้ายลูกฟุตบอล ประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอกที่มีขนาดเท่าๆกัน โดยไม่ปรากฏให้เห็นกลีบดอกชั้นใน เช่น พันธุ์ กรีนพี(Green Pea-สีเหลือง) โกลด์พี(Gold Pea-สีเหลือง)
5. เดคเคอเรทีฟ(Decoratives) หรือดอกซ้อน มีลักษณะคล้ายปอมปอน เพราะประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอกเป็นส่วนใหญ่ แต่กลีบดอกชั้นนอกๆ ยาวกว่าชั้นใน ทำให้ดูแบนกว่า เช่นพันธุ์ ฟิจิไวท์(Fiji White-สีขาว) ฟิจิดาร์ค(Fiji Dark-สีชมพู)
6. พวกดอกใหญ่(Large Flower) ดอกที่บานแล้วจะมีขนาดใหญ่กว่า 4 นิ้ว ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เห็นกลีบดอกชั้นใน เช่น ไรวาล์รี่(Rivalry) ไข่ดาว(Inga) ปิงปอง(Ping pong)
พันธุ์ที่ตลาดต้องการ
พันธุ์เบญจมาศที่ตลาดต้องการมากที่สุดตามลำดับมีดังนี้
1. กลุ่มเรแกน(Reagan) เช่น เรแกน ซันนี่(Reagan Sunny) เรแกนไวท์(Reagan White) เรแกน อิมพรูฟด์(Reagan Improved) เรแกน เรด(Reagan Red) และเรแกน ออเร็นจ์ (Reagan Orange)
2. กลุ่มโพลาริส(Polaris) เช่น โพลาริสเหลือง(Golden Polaris) และโพลาริส(Polaris)
3. กลุ่มสไปเดอร์(Spider) เช่น ไวท์ สไปเดอร์ ( White Spider)และเยลโล สไปเดอร์( Yellow Spider)
4. คลอนไดค์(Klondike)
5. ไวกิ้ง(Viking)
การบังคับให้เบญจมาศออกดอกหรือไม่ออกดอก
ภาพประกอบ 
เบญจมาศเป็นพืชวันสั้น จะออกดอกได้ เมื่อมีช่วงเวลากลางวันสั้นแต่มีช่วงเวลากลางคืนยาว พันธุ์เบญจมาศที่ปลูกเป็นการค้าส่วนใหญ่ตามทฤษฎีต้องการช่วงแสงกลางวันสั้นกว่า 14.5 ชั่วโมง จึงจะเริ่มสร้างตาดอก แต่ดอกจะเป็นดอกที่สมบูรณ์ได้ต้องมีช่วงกลางวันสั้นกว่า 13.4 ชั่วโมง ถ้าสร้างดอกได้ดอกอาจจะผิดปกติ เกิดตาดอกแต่ไม่พัฒนา หากช่วงเวลากลางวันยาวกว่า 14.5 ชั่วโมง เบญจมาศก็จะไม่ออกดอก ดังนั้นในการผลิตเบญจมาศทางการค้า จึงสามารถบังคับให้เบญจมาศออกดอกหรือไม่ออกดอก หรือ มีดอกที่ได้คุณภาพ ได้โดยการควบคุมจำนวนชั่วโมง ที่ต้นเบญจมาศจะได้รับแสงสว่างได้
หากเราต้องการให้ไม่ได้รับแสงเราจะคลุมด้วยผ้าพลาสติกสีดำ เพื่อให้มืดเหมือนช่วงกลางคืน และ ถ้าต้องการให้มีแสงเพิ่มก็จะเปิดหลอดไฟฟ้า ให้แสงสว่างในตอนกลางคืน เพื่อเพิ่มจำนวนช่วงแสงเหมือนเป็นตอนกลางวัน
ตารางที่ 1 ช่วงแสง และการให้แสงเบญจมาศ ในเขตจังหวัดนครราชสีมา
สำหรับที่จังหวัดนครราชสีมา ตามตารางช่วงแสง (ดังแสดงใน ตารางที่ 1.)
ความยาวกลางวันในทุกเดือนของ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา จะอยู่ในช่วง 13.48 ชั่วโมงต่อวัน หรือ ต่ำกว่าเสมอ ดังนั้นการปลูกเบญจมาศในจังหวัดนครราชสีมา เบญจมาศก็จะออกดอกได้ทุกเดือน และ ออกดอกได้ทันทีที่ต้นกล้าตั้งตัวได้ จึงทำให้ได้ต้นเบญจมาศที่ มีลำต้นหรือ ก้านสั้นมาก ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งไม่สามารถจำหน่ายได้ อย่างไรก็ตามในเมื่อเบญจมาศ ต้องการช่วงความยาวกลางวัน ประมาณ 13 ชั่วโมง หรือ ต่ำกว่าเพื่อจะให้ได้คุณภาพที่ดี
ดังนั้นฤดูกาลที่เหมาะสมที่จะให้ดอกที่ดีเนื่องจากมีช่วงความยาวแสงดังกล่าวจึงเป็นช่วง วันที่ 11 สิงหาคม ถึง 9 มกราคม ซึ่งเรียกว่าเป็นผลผลิตในฤดู ส่วนการผลิตนอกจากเวลาดังกล่าวเรียกว่า การผลิตนอกฤดู ซึ่งจะต้องทำการคลุมแปลงด้วยผ้าพลาสติกสีดำในช่วงเวลาเย็น และ เปิดออกในช่วงเช้า เพื่อให้ได้จำนวนแสงน้อยกว่า 13 ชั่วโมงต่อวัน วันปลูกนอกฤดู เริ่มตั้งแต่ 10 มกราคม ถึง 10 สิงหาคม
การบังคับเบญจมาศไม่ให้ออกดอก
เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นกล้าเบญจมาศสร้างตาดอก จนกว่าจะมีขนาดลำต้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตร และ ลำต้นแข็งแรง ซึ่งเมื่อให้ตาดอกจนถึงดอกบานจะได้ช่อดอกที่ยาวได้มาตรฐานของตลาด จะต้องเปิดไฟจากหลอดไฟให้แก่ต้นอ่อน ตั้งแต่วันปลูกวันแรกจนต้นมีลำต้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ซึ่งจะเป็นระยะประมาณ 1 เดือน หลังย้ายกล้า
การให้แสงยึดหลักให้มีช่วงแสงสว่างเพิ่มในเวลากลางคืน จะเป็นเวลาใดก็ได้ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง/คืน หรือในช่วงให้แสง 4 ชั่วโมงจะให้แสง 15 นาที สลับช่วงมืด 15 นาที ก็ได้ ยกเว้นแปลงกิ่งพันธุ์จะต้องให้ 4 ชั่วโมงติดต่อกันเท่านั้น ความเข้มข้นของแสง 100 ลักซ์ (LUX) โดยใช้หลอดไฟขนาดที่ให้ไฟเท่ากับ 100 วัตต์ แขวนสูงจากพื้น 1.50 เมตร ห่างกัน 2 เมตร (10 ดวง/โครง)
การบังคับเบญจมาศให้ออกดอก
เมื่อต้นเบญจมาศมีความสูงได้ 30 เซนติเมตรแล้ว จึงจะปล่อยให้สร้างตาดอกได้
1. การผลิตในฤดู คือ การปลูกวันที่ 11 สิงหาคม ถึง 9 มกราคม เมื่อเบญจมาศอายุได้ 1 เดือนจะมีกลางวันสั้นกว่า 13 ชั่วโมง จึงไม่ต้องบังคับการออกดอกแต่อย่างใด เบญจมาศจะสร้างตาดอกที่สมบูรณ์และดอกมีคุณภาพตามธรรมชาติ
2. การผลิตนอกฤดู คือ จะปลูกวันที่ 10 มกราคม ถึง 10 สิงหาคม ซึ่งในช่วงที่เบญจมาศอายุได้ 1 เดือน ซึ่งเป็นช่วงที่กลางวันอยู่ในช่วง 13 ชั่วโมงต่อวัน หรือยาวกว่าซึ่งจะได้ดอกที่ไม่มีคุณภาพ จึงต้องทำการบังคับการออกดอกโดยการคลุมผ้าพลาสติกสีดำบนโครงหลังคาขนาดความหนา 150 ไมครอน กันยูวี 7% ให้มิดชิดตั้งแต่เวลา 18.00-07.30 น. จึงจะเปิดผ้าดำออก โดยเกษตรกรจะรวบผ้าดำมาไว้ตรงกลางแปลงทุกวัน ทั้งนี้จะคลุมผ้าดำอย่างนี้เป็นเวลาอีก 30 วัน หรือ สังเกตเห็นได้ชัดว่าดอกเจริญเป็นเม็ดดีแล้วไม่ฝ่อ
ขั้นตอนการปลูก
การเตรียมดิน ภาพประกอบ 
- ไถดินด้วยรถไถผาน 3 จำนวน 2 ครั้งตากดินไว้ครั้งละประมาณ 10 วัน แล้วไถด้วยรถผาน 7 แล้วหว่านแกลบ 2.5 ถุงปุ๋ยต่อแปลง ขี้หมู 1 ถุงปุ๋ยต่อแปลง และโดโลไมท์ เพื่อปรับสภาพดิน แล้วใช้รถโรตารี่ไถพรวนอีกครั้ง เพื่อคลุกเคล้าให้เข้ากัน หรือใช้แรงงานคนสับตีร่อง
- ใช้รถทำร่องสูง 50 ซม. โดยภายใน 1 โรงเรือนจะมี 2 แปลง ขนาดแต่ละแปลงกว้าง 1 เมตร ยาว 20 เมตร ห่างกัน 0.5 เมตร
- หลังหว่านแกลบบนแปลงเกลี่ยให้เสมอ และ วางตาข่ายแล้ว ให้หว่านปุ๋ยสูตร 15-15-15 1 กก. ต่อ โครง รดน้ำ และ ทำการปลูกยอดพันธุ์
- ดินควรปรับสภาพความเป็น กรด - ด่าง ที่เหมาะสมคือ ช่วง pH 6.5
ขึ้นโครงเหล็กหลังคาพลาสติก ภาพประกอบ 
การผลิตเบญจมาศ จะปลูกภายใต้โครงเหล็กหลังคาพลาสติกตลอดเวลา โครงละ 2 แปลง
เบญจมาศปลูกได้ดีในที่อุณหภูมิตั้งแต่ 15 - 30 องศาเซลเซียส ทั้งนี้เพื่อป้องกันความชื้นจากฝน ในระยะเจริญเติบโตทางใบ ถ้าใบถูกฝนจะมีความชื้นสูงทำให้เกิดโรคได้ง่าย ส่วนในระยะออกดอก ฝนจะทำให้ดอกเน่าเสียหายได้ง่าย
นอกจากต้องคลุมพลาสติกแล้วจะต้องพรางแสงให้แก่เบญจมาศในระยะย้ายกล้าใหม่ๆเป็นเวลา 7-10 วัน และระยะที่ดอกเริ่มแย้ม เป็นต้นไปเพื่อปกป้องต้นอ่อนและดอกจากแดดจ้า ทั้งนี้ถ้าไม่คลุมซาแรน ดอกเบญจมาศจะมีสีซีดลง
พลาสติกใสที่ใช้คลุม มีขนาดหนา 150 ไมครอน กันยูวีได้ 7%
ซาแรนที่ใช้ พรางแสง 50 %
ขนาดโครงเหล็ก และ ขนาดแปลงปลูก
- ทำด้วยเหล็ก 4 หุน ท่อกลมทาสีกันสนิม
- หน้ากว้างโครงเหล็ก 2.50 เมตร สูงประมาณ 2 เมตร
- ขนาดแปลงปลูก กว้าง 1 เมตร. x สูง 0.50 เมตร. X ยาว 20 เมตร
- ทางเดินระหว่างแปลง 0.50 เมตร.
- ทางเดินระหว่างโครง 1 เมตร
การปลูก และ ระยะปลูก ภาพประกอบ 
1. การปลูกแบบเด็ดยอด โดยเกษตรกรจะเด็ดยอดต้นอ่อน หลังจากต้นกล้าตั้งตัวได้แล้ว โดยจะเด็ดยอดออกแต่งให้เหลือ 2-3 ยอดต่อหลุม ต้นอ่อนจะแตกยอดออกมาอีกหลายรอบ ทำให้ประหยัดยอดพันธุ์ซึ่งมีราคาแพงหรือขาดแคลน วิธีนี้ใช้ ระยะปลูก 25x20 ซม. ขึ้นกับทรงพุ่มของสายพันธุ์ด้วย
2. การปลูกแบบไม่เด็ดยอดหรือแบบต้นเดี่ยว จะใช้ระยะปลูกที่ถี่กว่าการปลูกแบบเด็ดยอด จึงต้องมีการลงทุนยอดพันธุ์สูงกว่า เพราะใช้ยอดพันธุ์มากกว่า แต่การปลูกแบบนี้จะมีช่วงเวลาการเติบโตสั้นกว่า และ คุณภาพดอกจะดีกว่าอีกด้วย ปัจจุบันเกษตรกรนิยมปลูกด้วยวิธีนี้ วิธีนี้จะใช้ระยะปลูก 12.5x12.5 ซม. มีจำนวนต้น 1,250 ต้น/แปลง หรือ 2,500ต้น/โครง อัตรารอด 96% จะได้จำนวนต้นที่ให้ดอกโครงละประมาณ 2,400 ต้น
การปลูกจะทำโดยการขึงตาข่าย ค้ำยันต้นบนแปลงให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วนำยอดพันธุ์มาปลูกลงช่องละ 1 ต้น แล้วรดน้ำทันที
การรดน้ำ ภาพประกอบ 
น้ำที่ใช้รดเบญจมาศมาจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ โดยต้องมีการรดน้ำทุกวันเพื่อให้ดินชุ่มแต่ไม่แฉะ การรดน้ำจะรดช่วงเช้ามืด ถึง 14.00 น. เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใบเปียกช่วงกลางคืน เป็นการป้องกันการระบาดของเชื้อรา โดยจะใช้แรงงานคนใช้สายยางติดฝักบัวเดินรดตามแปลง
การใส่ปุ๋ยเคมีและฮอร์โมน
(ปริมาณที่ใช้ต่อโครง หรือ 2 แปลง)
1. รองพื้น ขณะขึ้นแปลง
สูตร 0-46-0 ปริมาณ 1 กก.
สูตร 15-15-15 ปริมาณ 1 กก.
2. สัปดาห์ที่ 1
สูตร 0-46-0 ปริมาณ 1 กก.
3. สัปดาห์ที่ 3-4-5
สูตร 15-0-0 ปริมาณ ครั้งละ 1 กก. รวม 3 กก.
4. สัปดาห์ที่ 6-7-8-9
สูตร 13-0-46 ปริมาณครั้งละ 1 กก. (ถ้าเห็นสีดอกก็หยุดให้) รวม 4 กก.
5. ฮอร์โมนที่ใช้ จิบเบอริลิน
จะให้ในพันธุ์ก้านสั้น โดยจะใช้ฉีดเมื่อย้ายต้นกล้าได้ 3 วัน อัตรา 1/4 เม็ดต่อน้ำ 200 ลิตรและฮอร์โมนบำรุงใบ
การค้ำยันต้นเบญจมาศ ภาพประกอบ 
ต้นเบญจมาศที่ได้ขนาดที่ต้องการมีความยาวกว่า 90 ซม. และ ดอกเดี่ยวที่มีขนาดใหญ่ หรือ ดอกช่อที่มีดอกกว่า 10 ดอก จะทำให้ต้นหักล้ม หรือโค้งงอได้ ต้องมีการค้ำยันลำต้นเบญจมาศ โดยใช้เชือกตาข่ายพลาสติก ซึ่งจะมีจำหน่ายตามท้องตลาดถักสำเร็จรูปแล้ว ทั้งนี้จะขึงตาข่ายไว้กับแปลงเบญจมาศ ตั้งแต่เตรียมแปลงเสร็จ แล้วปลูกต้นเบญจมาศลงในช่วงตาข่ายช่วงละ 1 ต้น ทุกช่อง เมื่อต้นเบญจมาศสูงขึ้น ทุกสัปดาห์ก็จะทำการขยับให้ตาข่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยให้ตาข่ายสูงประมาณครึ่งหนึ่งของความสูงต้นเบญจมาศ
การริดใบล่าง ภาพประกอบ 
เริ่มริดใบล่างของต้นเบญจมาศทิ้งด้วยมือ เมื่อเบญจมาศมีความสูงได้ 30-35 ซม. หรือ อายุ 3-4 สัปดาห์หลังย้ายกล้า โดยริดทิ้ง 5-6 ใบ จะทำให้โคนต้นโปร่งโล่ง ระบายความชื้นได้ดี จะไม่ทำให้เกิดโรคง่าย หลังจากริดใบแล้ว ใส่ปุ๋ย สูตร 13-0-46 ทันที โดยละลายน้ำรด
การแต่งฟอร์มดอก ภาพประกอบ 
1.ชนิดดอกเดี่ยว ต้องการดอกที่ปลายช่อเป็นดอกใหญ่ ดอกเดี่ยว จึงจำเป็นต้องเด็ดดอกข้าง ออกด้วยมือ เหลือไว้แต่ตุ่มดอกที่ปลายช่อ ทำการเด็ดดอกข้างออกให้หมด เมื่อเห็นเม็ดดอกชัดเจน(ขนาดเท่าหัวไม้ขีด) ต้องทำการเด็ดดอกข้าง 2 ครั้ง จึงจะหมด โดยการเด็ดดอกข้างครั้งที่ 2 ห่างจากครั้งแรก 2 สัปดาห์
2.ชนิดดอกช่อ ต้องการให้มีดอกขนาดเล็ก จำนวน 5-12 ดอก แล้วแต่สายพันธุ์ อยู่ในตำแหน่งที่สวยงามได้จังหวะ เมื่อตุ่มดอกปลายช่อมีขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟให้เด็ดดอกนี้ออกด้วยมือ จะมีตุ่มดอกเล็กๆ เติบโตออกจากตาข้างที่ปลายช่อดอก เมื่อดอกเหล่านี้โตขึ้น เห็นเม็ดดอกชัดเจน ให้แต่งดอกเพื่อให้มีจำนวนดอกเหลือเพียง 5-12 ดอก ขึ้นกับชนิดของสายพันธุ์
การเก็บเกี่ยว ภาพประกอบ 
การเก็บเกี่ยวจะต้องตัดทั้งช่อ โดยใช้กรรไกรตัดแต่ง ตัดที่โคนต้นให้ได้ก้านดอกยาวที่สุด (80-100ซม.) และตัดในช่วงตอนเย็น เพื่อไม่ให้เบญจมาศเหี่ยวง่าย เบญจมาศดอกเดี่ยวจะเหมาะสำหรับการเก็บเกี่ยว เมื่อดอกบานใกล้จะเต็มที่ คือ บาน 70-80 % สังเกตได้ว่าก่อนที่เกสรตัวผู้และกลีบดอกชั้นในจะบานเต็มที่ส่วนเบญจมาศดอกช่อจะเก็บเกี่ยวได้เมื่อจำนวนดอกในช่อบาน 70%
เมื่อตัดช่อดอกแล้ว จะนำมาตัดแต่งให้ได้ก้านยาว 70-75 ซม. แต่งดอกที่เก้งก้างไม่ได้ตำแหน่งออก ริดใบส่วนล่างออกบ้างและทำการห่อช่อดอกด้วยกระดาษ ห่อละ 1 กก. แล้วนำช่อดอกปักแช่น้ำในกระป๋องน้ำทันที เพื่อกันอากาศเข้าอุดตันท่อลำเลียงน้ำซึ่งจะทำให้ดอกเบญจมาศเหี่ยวได้โดยง่าย
เกรดดอกและราคาขาย
เกรด A - มีความยาวของลำต้น 70 ซม. หน้าฟอร์มดอกเสมอ(รูปทรงดอกสวยตามสายพันธุ์) ใน ช่อดอกจะมีประมาณ 12-15 ดอก
เกรด B - มีความยาวของลำต้นประมาณ 50-60 ซม. หน้าฟอร์มดอกอาจจะเสมอหรือไม่เสมอก็ได้
เกรด C - มีความยาวของลำต้นต่ำกว่า 50 ซม.
ซึ่งเกรด B และ C ถือว่าเป็นเบญจมาศตกเกรดนั่นเอง
ราคาขายส่งหน้าฟาร์ม
นอกฤดู คือ 10 มกราคม ถึง 10 สิงหาคม
เกรด A เฉลี่ยกิโลกรัมละ 60 บาท
เกรด B เฉลี่ยกิโลกรัมละ 50 บาท
เกรด C เฉลี่ยกิโลกรัมละ 40 บาท
ในฤดู คือ 11 สิงหาคม ถึง 9 มกราคม
เกรด A เฉลี่ยกิโลกรัมละ 40 บาท
เกรด B เฉลี่ยกิโลกรัมละ 30 บาท
เกรด C เฉลี่ยกิโลกรัมละ 20-25 บาท
ดอกเดี่ยวจะขายราคาประมาณ 4-6 บาท/ดอก
การจัดจำหน่าย
สมาชิกจะนำดอกไม้ที่ห่อแล้วไปส่งให้ที่ทำการกลุ่ม เพื่อรวมกันขายที่เดียว ในราคาเดียวกัน โดยทางกลุ่มจะคิดค่าการตลาดกิโลกรัมละ 5 บาท ทั้งนี้จะมีแม่ค้ามารับถึงที่ทุกวัน
การบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง ภาพประกอบ 
เนื่องจากมีแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ ดังนั้นการบรรจุภัณฑ์จึงเป็นแบบง่ายๆ คือ
1. ห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ กรณีนี้จะส่งให้ตลาดที่อยู่ใกล้ๆ
2. ห่อกระดาษขาว(คล้ายกระดาษห่อกระหรี่ปั๊บ) เพื่อขนส่งขนาดไกล ดอกจะได้ไม่ร่วง
กรณีดอกเดี่ยวจะมีการห่อรอบดอกด้วยกระดาษขาวกันการเสียหาย
แม่ค้าจะนำไปขายต่อที่ตลาดสี่มุมเมือง ตลาดตามจังหวัด และ อำเภอใกล้เคียง
ผลผลิต
ในแต่ละโครง(2แปลง)จะเก็บเกี่ยวเบญจมาศได้เฉลี่ย 150-180 กก. (เฉลี่ย 165 กก.) ซึ่งเมื่อนำไปจำหน่ายจะได้ราคาเฉลี่ย 35 บาท/กก. (ส่งที่กลุ่ม) จะมีรายได้ 5,250-6,300 บาท/โครง ซึ่งกรณีที่ทำเดือนละ 5 โครง ก็จะได้ผลผลิตและรายได้ ดังนี้
| รายการ |
ต่อโครง |
ต่อเดือน 5 โครง |
ต่อปี |
| ผลผลิต(กก.) |
165 |
825 |
9,900 |
| รายได้(35บาท/กก.) |
5,775 |
28,875 |
346,500 |
| กำไร(12 บาท/กก.) |
1,980 |
9,900 |
118,800 |
หมายเหตุ: ดอกเบญจมาศ 1 กก.จะมี 12 -15 ช่อ
ต้นทุนกิโลกรัมละ 23 บาท (ดูจากตารางต้นทุน)
โรคแมลงที่สำคัญ
1. โรคใบจุด
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Septoria sp.
ลักษณะอาการ ใบเป็นจุดสีน้ำตาลไหม้ บางครั้งจะมีขอบแผลสีเหลือง ลักษณะแผลค่อนข้างกลมมีขอบชัดเจน เมื่อแผลขยายใหญ่ขึ้น หรือหลายๆแผลขยายมาชนกัน จะทำให้ใบไหม้ แห้งและร่วงหล่นไปในที่สุด
โรคใบจุดนี้จะเริ่มเป็นที่ใบล่างๆที่ติดพื้นดินก่อนแล้วค่อยๆลามขึ้นไปจนถึงยอด
การแพร่ระบาด สปอร์ที่อยู่ตรงกลางแผลจะปลิวไปตามลม หรือถูกน้ำชะล้างจะกระเด็นจากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งได้ โรคนี้ระบาดมากในฤดูฝน
การป้องกันกำจัด ไม่ควรปลูกต้นเบญจมาศชิดกันเกินไป เพราะจะทำให้ไม่อากาศถ่ายเท มีผลให้ความชื้นระหว่างโคนต้นสูง เหมาะแก่การแพร่ระบาดโรคยิ่งขึ้น และควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น แคบแทน มาเนบ หรือไซเนบ ให้ทั่วโดยเฉพาะบริเวณโคนต้น
2. เพลี้ยไฟ
ลักษณะการทำลาย ชอบทำลายส่วนอ่อนและส่วนยอดของพืช จะทำลายดอกทันทีที่ดอกตุ่มเท่าหัวไม้ขีด
ดอกจะแคระแกรนไม่คลี่บานตามปกติ หรือ ทำให้กลีบดอกมีสีน้ำตาลไหม้ เหี่ยวแห้ง เนื่องจากเพลี้ยไฟมีขนาดเล็ก จึงมักซุกซ่อนหลบหลีกการสังเกต การใช้สารเคมีฉีดพ่นได้ไม่ทั่วถึง
การป้องกันกำจัด ใช้สารเคมี เช่น คาร์บาริล เอ็นโดซัลแฟน กูซาไธออน-เอ มาลาไธออน เมทธิโอคาบ คาร์โบซัลแฟน โปรไธโอฟอส ฟอร์มีทาเนต อะบาเมคติน เบนฟูราคาร์บ และฟิโปรนิล ซึ่งการใช้สารเคมีเหล่านี้ควรคำนึงถึงพืชที่จะพ่น สภาพและท้องที่การระบาด ตลอดจนความรุนแรง ควรพ่นสารเคมีค่อนข้างถี่ คือประมาณ 3-5 วัน โดยพ่นติดต่อกัน 2-3 ครั้ง จนจำนวนเพลี้ยไฟลดลงแล้วเว้นระยะห่างออกไป สำหรับพืชที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษควรใช้ปุ๋ยใบพ่นให้พืชเพื่อให้ฟื้นตัวเร็ว
หลักการใช้สารเคมีคือ เมื่อสังเกตเห็นลักษณะการเข้าทำลายของโรคหรือแมลงแล้วจึงทำการฉีดพ่น ตามฉลากบอกปริมาณการใช้ ซึ่งได้ระบุวิธีการใช้ และข้อแนะนำเอาไว้แล้ว
การพักแปลงตัดวงจรโรค ภาพประกอบ 
การปลูกเบญจมาศ 1 รุ่น ใช้เวลา 3 เดือน ในหนึ่งปี เกษตรกรควรปลูกเบญจมาศ 3 รุ่น แล้วเว้นไปปลูกไม้ดอกอื่น 1 รุ่น เพื่อพักแปลงและตัดวงจรโรค
เอกสารอ้างอิง
สำนักงานเกษตรอำเภอวังน้ำเขียว. 2545. แผนพัฒนาการเกษตรตำบลไทยสามัคคี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา.
เศรษฐพงศ์ เลขะวัฒนะ. 2542. การปลูกเบญจมาศ. กองส่งเสริมพืชสวน.
สมประสงค์ ประดับมุข ผู้ใหญ่บ้านและประธานกลุ่มผู้ปลูกเบญจมาศ ตำบลไทยสามัคคี เลขที่ 50 หมู่ที่ 5 ต. ไทยสามัคคี อ. วังน้ำเขียว จ. นครราชสีมา. 30370. มกราคม 2546. ติดต่อส่วนตัว 0-1265-7520
วิภา จันทร์คุ้ม เลขที่ 4 หมู่ 4 ต. ไทยสามัคคี อ. วังน้ำเขียว จ. นครราชสีมา. 30370. มกราคม 2546.
ติดต่อส่วนตัว 0-6251-9843
|
จัดทำโดย โครงการ "พัฒนาการท่องเที่ยว ตำบลไทยสามัคคี" อำเภอ
วังน้ำเขียว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
หน่วยบริการวิชาการแก่ชุมชน
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
- 111 ถนนมหาวิทยาลัย ตำบล สุรนารี อำเภอ เมือง จังหวัด นครราชสีมา 30000
- โทร. 044-224964 โทรสาร. 044-224965
หัวหน้าโครงการ
Webmaster : วังน้ำเขียวดอทคอม (Wangnamkheo.com)
- รศ. ดร. อรรณพ วราอัศวปติ
- โทร. 044-223147 หรือ 09-4249989 โทรสาร. 044-224187
- E-mail :onnop@ccs.sut.ac.th
|